top of page

EBA จุฬาฯ vs BE ธรรมศาสตร์ ต่างกันอย่างไร? เปรียบเทียบครบทุกด้าน 2026

ถ้าคุณสนใจหลักสูตรเศรษฐศาสตร์นานาชาติ ชื่อ EBA จุฬาฯ และ BE ธรรมศาสตร์ คงผ่านหูมาบ้าง — ทั้งสองเป็นหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรี เรียนเป็นภาษาอังกฤษ 100% และมีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่เกณฑ์การสมัคร ค่าเทอม และรูปแบบการคัดเลือกมีความต่างกันที่สำคัญมาก

บทความนี้รวบรวมทุกจุดต่างไว้ครบในที่เดียว เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะเตรียมตัวสมัครที่ไหน — หรือสมัครทั้งสองโปรแกรมไปพร้อมกัน

ภาพรวมทั้งสองโปรแกรม

EBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Bachelor of Arts Program in Economics) คือหลักสูตรเศรษฐศาสตร์นานาชาติของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียน 4 ปี เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด มุ่งเน้นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เชิงวิเคราะห์ควบคู่กับ quantitative methods

 

BE ธรรมศาสตร์ (Bachelor of Economics, International Program) คือหลักสูตรปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ภาคนานาชาติของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งปี พ.ศ. 2536 ในฐานะหลักสูตรเศรษฐศาสตร์นานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย เรียน 4 ปี เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเช่นกัน

ทั้งสองโปรแกรมเปิดสอนวิชาเดียวกันในภาพกว้าง แต่จุดต่างที่แท้จริงอยู่ที่ เกณฑ์การคัดเลือกและกระบวนการสมัคร ซึ่งต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วิเคราะห์เกณฑ์คะแนน — อ่านก่อนตัดสินใจ

GPAX — จุดกรองแรกที่ตัดโอกาสได้ทันที

ก่อนจะคิดเรื่องคะแนน SAT หรือ IELTS เลย มีสิ่งหนึ่งที่ต้องเช็กก่อน: GPAX ของคุณเท่าไหร่?

EBA จุฬาฯ กำหนด GPAX ขั้นต่ำ 3.00 เป็นเงื่อนไขบังคับ ถ้าต่ำกว่านี้ ไม่ว่า SAT จะได้เต็มหรือ IELTS จะได้ 8.0 ก็สมัครไม่ได้เลย ไม่มีข้อยกเว้น

แต่นั่นยังไม่ทั้งหมด EBA ยังนำ GPAX มาคิดเป็น 20% ของคะแนนคัดเลือก ด้วย ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่ GPAX สูง เช่น 3.80 ได้เปรียบนักเรียน GPAX 3.10 อย่างมีนัยสำคัญ แม้คะแนนสอบจะสูสีกัน BE ธรรมศาสตร์ไม่มีเรื่อง GPAX เลย ไม่ใช้ ทุกคนแข่งกันด้วยคะแนนสอบและสัมภาษณ์อย่างเดียว

 

  • ถ้า GPAX ต่ำกว่า 3.00 — BE ธรรมศาสตร์คือทางเลือกหลักที่ยังเปิดอยู่

  • ถ้า GPAX สูง (3.50+) — GPAX ช่วยดันคะแนน EBA ได้จริง ควรยื่นทั้งสองที่

น้ำหนักคะแนน — อ่านแล้วอาจแปลกใจ

คนส่วนใหญ่คิดว่า EBA เน้น Math มากที่สุด จริงครึ่งหนึ่ง Math ใน EBA มีน้ำหนัก 40% แต่พอดูตัวเลขของ BE แล้ว Math หนักกว่าอีก คือ 60%

ถ้ามองแค่ส่วนคะแนนสอบล้วนๆ:

  • EBA: Math 40%, English 30%, สัมภาษณ์ 10% (GPAX อีก 20%)

  • BE: Math 60%, English 40%

นั่นหมายความว่า BE ธรรมศาสตร์ให้น้ำหนัก Math สูงกว่า EBA เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของคะแนนสอบ นักเรียนที่ Math แข็งแต่ English พอใช้ได้ อาจได้เปรียบที่ BE มากกว่าที่คิด

ในทางกลับกัน ถ้าคุณมีทั้ง GPAX สูง + English แข็ง + Math ดีพอ — EBA อาจให้ผลรวมคะแนนดีกว่า เพราะ GPAX และ English ถูกนับรวมด้วย

Superscore — ปัญหาที่หลายคนไม่รู้ว่ามีก่อนสอบ

นี่คือจุดที่ส่งผลต่อ กลยุทธ์การเตรียมสอบ มากที่สุด และเป็นข้อมูลที่นักเรียนมักรู้หลังจากสอบไปแล้วด้วย

  • EBA ห้าม superscore อย่างเด็ดขาด SAT EBRW และ SAT Math ต้องมาจากวันสอบเดียวกัน ACT และ CU-AAT ก็เช่นกัน ถ้าสอบ SAT สองรอบแล้วรอบแรก Math ดี รอบสอง EBRW ดี EBA ยอมรับไม่ได้ ต้องเลือกส่งรอบใดรอบหนึ่งเท่านั้น

  • BE ให้ส่งคะแนนจากคนละวันได้ คุณสามารถสอบ SAT ครั้งแรกได้ Math 760 แต่ EBRW ยังไม่ดี จากนั้นไปโฟกัส EBRW อีกสามเดือน แล้วส่งผลรวมที่ดีที่สุดของแต่ละส่วน

ถ้าอยากสมัคร EBA — ต้องวางแผนให้ได้ทั้ง Math และ EBRW ถึงเกณฑ์ในครั้งเดียวกัน ซึ่งต้องการการเตรียมที่สมดุลกว่ามาก

ถ้า Math แข็งแต่ EBRW ยังต้องพัฒนา — ยิง Math ก่อนได้เลย แล้วค่อยตาม EBRW BE รองรับกลยุทธ์นี้

ตัวเลือกข้อสอบ — EBA ยืดหยุ่นกว่าในฝั่ง English

สำหรับส่วน English EBA รับหลายประเภทมากกว่า รวมถึง ACT, CU-TEP และ CU-AAT ซึ่ง BE ไม่รับ ถ้าคุณเรียน IP หรือมีคะแนน CU-TEP / CU-AAT อยู่แล้ว อาจใช้ประโยชน์ได้ที่ EBA

แต่ต้องระวัง EBA มีกฎพิเศษสำหรับ IELTS ที่เข้มมาก คือ ห้าม retake — ต่างจากโปรแกรมอื่นที่ยื่นคะแนนดีที่สุดได้ และทุก band ต้องได้ 6.0 ขึ้นไปทุก section ไม่ใช่แค่ overall ดังนั้นถ้าจะใช้ IELTS สมัคร EBA ต้องมั่นใจมากพอก่อนสอบ

สำหรับ Math BE รับเฉพาะ SAT Math เท่านั้น ต่างจาก EBA ที่มีทางเลือกหลายทาง ถ้าคุณมีคะแนน A-Level หรือ IB Math HL อยู่แล้ว ตัวเลือกนี้ใช้ได้เฉพาะที่ EBA

สัมภาษณ์ — ใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน?

นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยมาก และเป็น reverse จากที่หลายคนคิด

EBA มีน้ำหนักสัมภาษณ์ 10% จริงๆ คือถ้าสัมภาษณ์ดีจริง คะแนนรวมสูงขึ้นได้ ในสถานการณ์ที่คะแนนสอบสูสีกับคนอื่น สัมภาษณ์อาจเป็นตัวชี้ขาด

BE ไม่มี % stated สำหรับสัมภาษณ์ คณะกรรมการ shortlist จากคะแนนสอบก่อน แล้วสัมภาษณ์เป็นด่านผ่าน/ไม่ผ่าน ทักษะสัมภาษณ์ที่ยอดเยี่ยมไม่ได้ดันคะแนนขึ้น แต่ถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่านก็ตกได้

นักเรียนที่พูดอังกฤษคล่อง มีความมั่นใจในการสัมภาษณ์ และเตรียมตัวมาดี — ได้ประโยชน์จาก EBA มากกว่า เพราะ 10% นั้นช่วยได้จริง

เกณฑ์การรับสมัคร — เปรียบเทียบทีละจุด

สมัครทั้งสองโปรแกรมพร้อมกันได้เลยข่าวดีสำหรับนักเรียนที่ลังเล:

กำหนดการของ EBA และ BE แทบจะขนานกันทุกรอบ ทั้งสองโปรแกรมเปิดรับสมัครรอบแรกช่วงปลาย พ.ย. – ปลาย ธ.ค. และเปิดรอบสองพร้อมกันในเดือน มี.ค. ซึ่งหมายความว่านักเรียนสามารถยื่นสมัครทั้ง EBA และ BE ในคราวเดียวกันได้ โดยไม่ต้องเลือกก่อน

 

สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือ การสัมภาษณ์ในเดือน ม.ค. ซึ่งเกิดขึ้นใกล้กันมาก หากผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ทั้งสองโปรแกรม ให้เช็ควันที่จากประกาศทางการซ้ำอีกครั้ง และจัดตารางให้ดี

รอบ 1 คือโอกาสหลัก 

สำหรับ BE ธรรมศาสตร์ รอบ 1 มี 120 ที่นั่ง ส่วนรอบ 2 มีเพียง 30 ที่นั่ง นั่นคือ 80% ของที่นั่งทั้งหมดอยู่ในรอบแรก ถ้าพร้อมแล้ว อย่าปล่อยให้รอบ 1 ผ่านไป

EBA รอบ Early Admission รับประมาณ 140 ที่นั่ง และรับส่วนที่เหลือในรอบ 2 ดังนั้น รอบแรกคือรอบที่สำคัญมากเช่นกัน 

เดือน มี.ค. คือจุดตัดสำคัญ

มีนาคมเป็นเดือนที่ "วุ่น" ที่สุดในปฏิทินการสมัคร เพราะเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 อย่าง:

  • ผลสุดท้ายรอบ 1 ของทั้ง EBA และ BE ประกาศออกมา

  • รอบ 2 ของทั้งสองโปรแกรมเปิดรับสมัคร

  • TCAS Clearing House เปิดให้ยืนยันสิทธิ์

หากได้รับ offer จาก EBA รอบ 1 และ BE รอบ 1 พร้อมกัน นักเรียนต้องตัดสินใจใน Clearing House ว่าจะเลือกโปรแกรมไหน ดังนั้นควรคิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่า "ถ้าต้องเลือกตอนนี้เลย จะเลือกอะไร?"

สรุปกลยุทธ์ตามสถานการณ์

  • ถ้าคะแนนพร้อมทุกอย่าง → ยื่นทั้ง EBA และ BE รอบ 1 พร้อมกัน ให้ตัวเองมีตัวเลือกมากที่สุด

  • ถ้า GPAX ต่ำกว่า 3.00 → BE รอบ 1 คือเส้นทางหลัก EBA อาจไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต้น

  • ถ้าคะแนนยังไม่ครบ → วางแผนให้คะแนนพร้อมก่อนรอบ 1 เปิด (ปลาย พ.ย.) ทำข้อสอบรอบสุดท้ายช่วง ส.ค. – ต.ค. จะได้ผลทันพอดี

ค่าเทอมและทุนการศึกษา

หลักสูตรและโอกาสหลังเรียนจบ

ทั้งสองโปรแกรมเน้น economic theory, quantitative methods และ econometrics เหมือนกัน และเปิดทางสู่อาชีพคล้ายกัน: การเงินและธนาคาร, consulting, ภาครัฐ, องค์กรระหว่างประเทศ และต่อ master's degree ต่างประเทศ

จุดต่างด้านหลักสูตร:

  • EBA: ไม่มีสาขาเอก (เรียนเศรษฐศาสตร์กว้างๆ) เน้น analytical และ quantitative track

  • BE: มี elective courses ที่หลากหลาย สามารถ specialize เช่น การเงิน, นโยบายสาธารณะ, เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ + มีโปรแกรม Progression to Master Degree Abroad

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

  • Q: EBA กับ BE เหมือนกันไหม?

    • A: ทั้งคู่เป็นหลักสูตรเศรษฐศาสตร์นานาชาติ เรียนอังกฤษ 100% แต่ต่างมหาวิทยาลัย ต่างคณะ และเกณฑ์การคัดเลือกต่างกันในหลายจุด (GPAX, superscore, ค่าเทอม, น้ำหนักสัมภาษณ์)

 

  • Q: EBA ยาก BE ง่ายกว่ากันไหม?

    • A: ทั้งคู่แข่งขันสูง แต่ EBA มี hard requirement GPAX ≥ 3.00 และห้าม superscore ซึ่งทำให้เกณฑ์เข้มกว่า BE ในแง่ความยืดหยุ่นของการสมัคร

  • Q: ถ้า SAT Math ดี แต่ EBRW ยังไม่ดีพอ ควรเลือกที่ไหน?

    • A: BE ธรรมศาสตร์ก่อน — เพราะ superscore ได้ คุณสามารถส่ง Math จากวันที่ทำได้ดี และส่ง EBRW จากอีกวันได้ EBA บังคับ same sitting

  • Q: EBA รับ IELTS 6.5 เลยได้ไหม?

    • A: รับได้ถ้าทุก band ≥ 6.0 แต่ในทางปฏิบัติ ยิ่งคะแนนสูงยิ่งแข่งขันได้ดีกว่า เพราะคัดเลือกจาก ranking

 

  • Q: สมัครได้ทั้งสองที่ในปีเดียวกันไหม?

    • A: ได้ — แต่ต้องส่งคะแนน SAT ไปยังทั้งสองรหัส (EBA: 9080, BE: 8003) และจัดการ timeline ให้ไม่ซ้อนทับกัน

 

  • Q: BE รับ ACT ไหม?

    • A: BE ไม่รับ ACT — ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์อย่างเป็นทางการ

  • Q: หลังจบ EBA หรือ BE ทำอะไรได้บ้าง?

    • A: ทั้งสองโปรแกรมเปิดประตูสู่ finance, investment banking, consulting (McKinsey, BCG, Bain), ภาครัฐ, องค์กรระหว่างประเทศ (IMF, World Bank) และต่อ master's ที่ต่างประเทศ

  • Line
  • Instagram
  • Facebook
  • Twitter

✏️ KPH — House of Knowledge and Potential
📍 กรุงเทพมหานคร (Bangkok, Thailand)
📞 064-954-7733
📧 pjkphouse@gmail.com

Line ID : @Krupimhouse
🕐 จันทร์–อาทิตย์ 9:00–20:00 น.

สถาบัน KPH สอนออนไลน์ SAT IELTS ACT AP กรุงเทพ
bottom of page