ศัพท์ SAT หมวด Science ที่ต้องรู้ | อัปเดต Digital SAT 2026
- Jul 1
- 2 min read

พี่ๆ KPH กลับมาอัปเดตบทความศัพท์ Science ตัวเก่งที่น้องๆ หลายรุ่นใช้เตรียมสอบกันมาตั้งแต่ปี 2018 แล้วค่ะ เพราะข้อสอบ SAT เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา บทความเก่าเลยมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ตรงกับสนามสอบจริงในตอนนี้แล้ว วันนี้พี่ๆ เลยจัดการรีวิวใหม่ทั้งหมด ทั้งเนื้อหาและคำศัพท์ เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ Digital SAT ปี 2026 ได้ข้อมูลที่แม่นยำและใช้ได้จริงที่สุด
ทำไมต้องอัปเดต? Digital SAT ไม่เหมือน SAT แบบเก่าแล้ว
น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า "Critical Reading" ซึ่งเป็นชื่อ part หนึ่งของข้อสอบ SAT แบบเก่า ที่แบ่ง passage ออกเป็น 4 สไตล์ชัดเจนคือ Science, History, Literature และ Social Science แต่ละสไตล์ก็จะมีศัพท์เฉพาะทางของตัวเอง
ปัจจุบันข้อสอบ SAT เปลี่ยนมาเป็น Digital SAT เต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา สอบผ่านแอป Bluebook ใช้ระบบ adaptive testing (ปรับความยากตามการทำข้อสอบของน้อง) และรวม Reading กับ Writing ไว้ใน section เดียวกัน เรียกว่า Reading and Writing ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 domains ตามทักษะที่วัด ไม่ใช่แบ่งตามหัวข้อ passage แบบเดิมอีกต่อไป:
Information and Ideas — วัดความเข้าใจเนื้อหา การหา main idea การอนุมานจากข้อมูล
Craft and Structure — วัดศัพท์ในบริบท (Words in Context), น้ำเสียงของผู้เขียน, จุดประสงค์ในการเขียน
Standard English Conventions — ไวยากรณ์ เครื่องหมายวรรคตอน โครงสร้างประโยค
Expression of Ideas — ความชัดเจน การเรียบเรียง transition ของเนื้อหา
โจทย์ Words in Context (คำศัพท์ในบริบท) อยู่ใน domain Craft and Structure มีประมาณ 13-15 ข้อ หรือคิดเป็นราว 28% ของ section Reading and Writing ทั้งหมด — ยังคงเป็นสัดส่วนที่สำคัญมาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ รูปแบบคำที่ถูกถาม
ศัพท์ที่ Digital SAT ถามจริง ต่างจากที่หลายคนเข้าใจ
พี่ๆ ไปเจาะลึกมาให้แล้วว่า Digital SAT ไม่ได้มี "ศัพท์หมวด Science" แยกออกมาต่างหาก เหมือนที่ข้อสอบเก่าเคยมี คำศัพท์ที่ออกใน Words in Context เป็นคำศัพท์ทั่วไประดับกลาง (high-utility academic vocabulary) ที่ใช้ได้กับ passage ทุกหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็น science, history, หรือ literature — คำเดียวกันอาจไปโผล่ใน passage ประวัติศาสตร์ก็ได้ ไม่ได้ผูกกับหมวด science โดยเฉพาะ
พูดง่ายๆ คือศัพท์เทคนิคเฉพาะทางแบบ Photosynthesis, Osmosis, Genotype ที่เป็นหัวใจของบทความเดิม ส่วนใหญ่ ไม่ใช่คำที่ข้อสอบจะถามความหมายโดยตรง เพราะ passage จะอธิบายคำพวกนี้ให้ในเนื้อเรื่องอยู่แล้ว โจทย์วัดว่าน้องๆ เข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูลในเรื่อง ไม่ใช่วัดความรู้ science ล้วนๆ
สิ่งที่ข้อสอบจริงถามคือคำ precision vocabulary ทั่วไปที่ปรากฏในบริบทของ passage เช่น ต้องเลือกระหว่าง "encompasses" (ครอบคลุม) กับ "categorizes" (จัดหมวดหมู่) กับ "supersedes" (แทนที่) — ทั้งสามคำมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่มีแค่คำเดียวที่ตรงกับ logic ของประโยคนั้นเป๊ะๆ
เพราะฉะนั้น พี่ๆ เลยแบ่งบทความนี้ออกเป็น 2 ลิสต์ที่ทำหน้าที่ต่างกัน เพื่อให้น้องๆ ใช้เตรียมตัวได้ตรงจุดที่สุด
Section A: 100 คำศัพท์ที่ Digital SAT ถามจริงในบริบท Science
ลิสต์นี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นคำที่มีโอกาสสูงจะเจอในโจทย์ Words in Context ของ passage แนว science จริงๆ ซึ่งเป็น list ที่ compile จาก official College Board practice tests โดยตรง (ไม่ใช่ศัพท์เดาสุ่มจากบล็อกทั่วไป) แล้วคัดกรองเฉพาะคำที่ใช้บ่อยในบริบท science, research, ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์ และสิ่งแวดล้อม
ลิสต์นี้แบ่งเป็น 3 หมวดให้น้องๆ ฝึกได้ตรงจุด:
Research & Data — คำที่เจอในทุก passage แนวงานวิจัย/ทดลอง เช่น hypothesis, evidence, correlate, variable เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดเพราะ passage science ของ Digital SAT มักเล่าเรื่องผ่านมุมงานวิจัยเสมอ
Biology — คำที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการ พฤติกรรมสัตว์ เช่น adapt, dormant, susceptible
Physical / Earth — คำที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกายภาพ ธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม เช่น volatile, catastrophic, imminent
Section B: 100 ศัพท์พื้นฐาน Science เพื่ออ่าน Passage เข้าใจง่ายขึ้น
ศัพท์กลุ่มนี้ไม่ใช่คำที่ข้อสอบจะถามความหมายโดยตรง เหมือน Section A แต่ยังจำเป็นอยู่ดี เพราะถ้าน้องๆ ไม่รู้จักคำพวกนี้เลย การอ่าน passage แนว science จะช้าลงและเข้าใจโครงเรื่องยากขึ้น ยิ่งรู้ศัพท์เนื้อหาเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งอ่านจับใจความได้เร็วขึ้นเท่านั้น ส่งผลดีต่อการบริหารเวลาในห้องสอบโดยรวม
ลิสต์นี้แบ่งเป็น 5 หมวดคือ ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์/โลก และคำทั่วไป ให้น้องๆ เลือกโฟกัสตามจุดที่ยังไม่ถนัดได้
คำแนะนำ: ใช้ลิสต์นี้เป็น reference ระหว่างฝึกทำ passage จริง เจอคำไหนไม่รู้ความหมายก็ย้อนมาเปิดดู ไม่จำเป็นต้องนั่งท่องรวดเดียวทั้ง 100 คำ เพราะเป้าหมายคือความคุ้นเคย ไม่ใช่การจำได้ทุกคำแบบ Section A
สรุปให้น้องๆ
ถ้าเวลาน้อยและต้องเลือกโฟกัสอย่างเดียว ให้เริ่มจาก Section A ก่อนเสมอ เพราะเป็นคำที่มีโอกาสออกสอบจริงในโจทย์ Words in Context ส่วน Section B เก็บไว้อ่านเพิ่มเติมตอนฝึกทำ passage เพื่อให้อ่านคล่องขึ้น เมื่อรวมสองลิสต์นี้เข้าด้วยกัน น้องๆ จะมีทั้งเครื่องมือทำข้อสอบ (คำที่ถูกถามจริง) และพื้นฐานความเข้าใจ (คำที่ช่วยอ่านเรื่องรู้เรื่อง) ครบทั้งสองด้าน


















Comments